คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ HYDROBOTANIE (ไฮโดรโบทานี)
ทำไมถึงสามารถปลูกต้นไม้ในน้ำได้?
การปลูกต้นไม้หรือพืชโดยทั่วไป สิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และแสงแดด ซึ่งใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตน้ำตาลกลูโคส เพื่อใช้เป็นพลังงาน และนำไปผลิตต่อเป็นเซลลูโลสและแป้ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบต่างๆของต้นไม้และสะสมไว้ใช้เป็นพลังงานในภายหลัง
อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตของพืชทุกชนิดจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหาร เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร และกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์พืช ธาตุอาหารพืช (Plant Nutrients) คือ ธาตุเคมีในธรรมชาติที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยธาตุอาหารของพืชประกอบด้วยธาตุทั้งหมด 17 ธาตุ โดยมีเพียงคาร์บอน (C) ออกซิเจน (O) และไฮโดรเจน (H) เท่านั้นที่พืชสามารถดึงมาใช้จากน้ำและอากาศ
ในขณะที่อีก 14 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม(Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) และนิกเกิล (Ni) นับเป็นธาตุอาหารที่พืชส่วนใหญ่ดูดซับมาจากดิน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมหลักในธรรมชาติ
ธาตุอาหารพืชสามารถจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ตามปริมาณความต้องการของพืช คือ
มหาธาตุ (Macronutrients) คือ ธาตุอาหารทั้ง 9 ที่พืชต้องการในปริมาณมาก เพื่อนำมาใช้ในการเจริญเติบโต โดยมหาธาตุสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้
-
ธาตุอาหารหลักจากน้ำและอากาศ ได้แก่ คาร์บอน (C) ออกซิเจน (O) และไฮโดรเจน (H)
-
ธาตุอาหารหลักในดิน ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมาก
-
ธาตุอาหารรองในดิน ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการรองลงมาจากธาตุอาหารหลัก
จุลธาตุ (Micronutrients) คือ ธาตุอาหารเสริม หรือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการนำมาใช้ในปริมาณไม่มากนัก มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) และนิกเกิล (Ni)
(ที่มา: https://ngthai.com/science/30725/plant-nutrients/)
สำหรับการปลูกต้นไม้ในน้ำ จากการทดลองของ HYDROBOTANIE ได้ข้อสรุปว่า ต้นไม้หลากหลายชนิดสามารถปรับตัวให้ดำรงขีวิตด้วยการปลูกในน้ำได้ โดยมีการชดเชยแร่ธาตุที่อยู่ในดินไปในน้ำที่ใช้ปลูก และจำเป็นต้องมีแร่ธาตุที่จำเป็นทุกตัวอย่างเพียงพอเช่นเดียวกับการปลูกในดิน
ความเข้มข้นของแร่ธาตุ (PLANT FOOD) ในรูปแบบสารละลายจากการผสมในน้ำที่ใช้ปลูก จะเป็นตัวกำหนดอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ ที่ความเข้มข้นต่ำ (PLANT FOOD ชนิดละ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร สำหรับการปลูกในภาชนะใส) ต้นไม้ที่ไม่ต้องการแร่ธาตุมากจะสามารถดำรงชิวิตอยู่ได้ตามปกติ บางชนิดอาจมีใบเล็กลงและจำนวนน้อยลงเป็นแบบ minimal ซึ่งเป็นเรื่่องปกติของวิธีการปลูกแบบนี้ และเป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง
หากต้องการให้ต้นไม้มีการเจริญเติบโตและมีขนาดใกล้เคียงกับการปลูกในดิน ก็สามารถปรับความเข้มข้นให้สูงขึ้นได้ (PLANT FOOD ชนิดละ 10-20 หยด (1 มล.) สูงสุดได้มากถึงชนิดละ 1 ขวดหยด (5 มล.) ต่อน้ำ 1 ลิตร ขึ้้นอยู่กับความต้องการแร่ธาตุของพืชแต่ละชนิด เพียงแต่การใช้ความเข้มข้นของ PLANT FOOD สูงขึ้น เหมาะกับการปลูกในภาชนะทึบแสงหรือกระถางที่ใช้วัสดุปลูกที่ขาดธาตุอาหาร เช่น หิน กรวด ทราย กาบมะพร้าว แกลบ เป็นต้น เพื่อป้องกันการเกิดตะไคร่
คุณลักษณะสำคัญของ PLANT FOOD นอกจากการมีแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นและปรับสูตรเฉพาะให้เหมาะกับการใช้ปลูกต้นไม้ในน้ำแล้ว ยังสามารถรักษาความเป็นกรดด่าง (pH) ของสารละลายให้มีเสถียรภาพ แม้ว่าสูตรเจือจางจะมีค่า pH สูงกว่าสูครเข้มข้นก็ตาม แต่ยังอยู่ในช่วงที่สนับสนุนการดำรงชีวิตของพืชได้อย่างมีสุขภาพดี
ต้นไม้อะไรที่ใช้ปลูกในน้ำได้บ้าง?
จากการทดลองที่ผ่านมาต้นไม้ที่ทำมาปลูกในน้ำได้อยู่ในกลุ่ม ต้นไม้ประดับในบ้าน ต้นไม้มงคล ต้นไม้ฟอกอากาศ ต้นไม้อวบน้ำ เป็นต้น อีกวิธีในการพิจารณาเบื้องต้นคือ ต้นที่สามารถขยายพันธ์ุได้ด้วยวิธีปักชำ ส่วนใหญ่จะสามารถปลูกในน้ำได้
รายชื่อต้นไม้ที่ HYDROBOTANIE ได้ทำการทดลองปลูกหรือต้นไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน และที่เห็นได้ทั่วไป มีดังนี้ มอนสเตอร่า กวักมรกต กระบองเพชร ฟิโลเดนดรอน เฟริ์น ซานาดู โพธิ์ ไทร ไทรใบสัก พลูด่าง พลูหินอ่อน พลู งาช้าง พลูฉลุ พลูสนิม พลูบราซิล พลูด่างทอง พลูใบเงิน พลูอินโดหลังแดง พลูปีกนก พลูแอปเปิ้ล เปปเปอร์โรเมีย พลูหัวใจ แนบ ฟิโลทอง ไผ่กวนอิมเงิน ไผ่กวนอิมทอง ก้ามปู เล็บครุฑด่าง เงินไหลมา สาวน้อยประแป้ง อโกลนีมา (แก้วกาญจนา อัญมณีแดง เขียวหมื่นปี ทรัพย์ไพศาล ) หมากผู้หมากเมีย ออม กล้วยไม้ ลิ้นมังกร ครีบปลาวาฬ วาสนา โกสน เงินไหลมา ต้นช้อนเงินช้อนทอง หัวใจเศรษฐี โกยเงิน เศรษฐีเรือนนอก ฯลฯ
หากต้องการย้ายต้นไม้ที่ปลูกในกระถางหรือดินมาปลูกในน้ำควรทำอย่างไร?
1. วิธีการปักชำ โดยตัดลำต้นให้รอยตัดอยู่ใต้ข้อ (หากมี) ของต้นที่จะนำไปปลูก ตัดกิ่งและใบที่ชำรุดออก พยายามลอกหรือเลาะส่วนที่ติดโคนต้นออกให้มากที่สุดด้วยมือ (ปล่อยส่วนที่ยังไม่ออกไว้ การใช้อุปกรณ์ตัด หากลึกเกินไปอาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อได้ ส่วนนี้จะถูกย่อยสลาย นิ่มลงและหลุดออกได้ง่ายในภายหลัง สังเกตุตอนเปลี่ยนน้ำครั้งถัดไป)
2. วิธีการล้างรากแล้วลงปลูกทั้งต้น โดยล้างดินและวัสดุปลูกออกให้ได้มากที่สุด (บางส่วนอาจจะยังติดแน่นอยู่ที่ราก ให้ปล่อยทิ้งไว้และดึงออกตอนเปลี่ยนน้ำครั้งถัดไป) ตัดแต่งรากฝอยออก เนื่องจากต้นไม้จะงอกรากชุดใหม่ออกมา รากชุดเก่าโดยเฉพาะรากฝอยจะหลุดออก การตัดแต่งรากฝอยออกยังช่วยนำเศษดินและเศษวัสดุออกได้มากอีกด้วย หากมีรากเดิมอยู่เป็นจำนวนมาก (รากเดินเต็มกระถาง) แนะนำให้ตัดแต่งรากส่วนเกินออกให้เหลือความยาวประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวต้น หากเว้นความยาวของรากมากเกินไป พืชจะปรับตัวโดยการสลัดหรือย่อยสลายแรกที่เกินความจำเป็น สามารถดึงรากที่นิ่มออกได้ตอนเปลี่ยนน้ำครั้งถัดไป
ในช่วงแรกของการลงปลูกในน้ำให้สังเกตุว่าหากน้ำมีสีขุ่น เป็นตัวบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนน้ำแล้ว หากมีเศษชิ้นส่วนหลุดร่อนออกโดยที่น้ำยังไม่ขุ่น สามารถหยิบออกหรือกรองน้ำด้วยกระชอนซึ่่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อปลูกต้นไม้ในน้ำแล้ว ควรเปลี่ยนน้ำเมื่อใด?
เมื่อน้ำขุ่น มีสีเข้มขึ้น หรือมีตะกอน (ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของต้นไม้ ฝุ่นหรือตะไคร่น้ำ) หากน้ำค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นในระยะเวลาหลายวัน (เกิน 2 สัปดาห์) จะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนใหญ่เกิดกับไม้ยืนต้นซึ่งเป็นสีของเปลือกรากหรือลำต้นที่หลุดออกมา แต่หากมีสีเข้มหรือขุ่นขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว (1-2 วัน) หรือมีก้อนขุ่นขาวคล้ายวุ้นเกาะซึ่งอาจเป็น Cyanobacteria แนะนำให้เปลี่ยนน้ำในทันที และล้างทำความสะอาดส่วนที่อยู่ในน้ำพร้อมทั้งสังเกตุว่ามีส่วนที่นิ่มหรือไม่ หากมีให้ตัดหรือดึงส่วนนั้นทิ้งไป และคอยสังเกตุอาการว่าดีขึ้นหรือไม่ หากไม่ดีขึ้้น ในต้นไม้บางชนิดโดยเฉพาะต้นที่มีรากขนาดใหญ่ ต้นไม้ต้องการจะทิ้งรากเดิมซึ่งทั้งหมด แนะนำให้ตัดส่วนรากออกไปให้เหลือแต่โคนต้น รากชุดใหม่จะงอกออกมาแทนในลักษณะของการชำน้ำทั่วไป
หากสัมผัสผลิตภัณฑ์ของ HYDROBOTANIE โดยตรงมีอันตรายหรือไม่?
ผลิตภัณฑ์ PLANT FOOD และ 3-PROTECT ไม่มีส่วนผสมของวัตถุอันตราย บรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดหยดถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงในการนำไปใช้เพื่อหลึกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง อย่างไรก็ดีหากมีการสัมผัสโดยตรงก่อนที่จะผสมในน้ำควรล้างน้ำด้วยสะอาดในทันที เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดอาจทำให้ระคายเคืองผิวได้ หากสัมผัสเมื่อผสมน้ำแล้ว ควรล้างทำความสะอาดเมื่อเสร็จสิ้นการใช้ ห้ามรัปประทาน หากเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านดวงตา
ทำไม PLANT FOOD ถึงมี 2 ชนิด?
Hydro-Red และ Hydro-Green เป็นธาตุอาหารพืชปรุงแต่งชนิดน้ำซึ่งมีส่วนผสมของธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช 2 กลุ่มในความเข้มข้นที่ออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายในปริมาณชนิดละ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร หากนำธาตุอาหารทั้งสองชนิดมาผสมกันจะทำให้เกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุ ซึ่งจำทำให้ประสิทธิภาพของธาตุอาหารลดลง
3-PROTECT จะไม่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ เนื่องจาก 3-PROTECT เป็นตัวที่ช่วยชะลอการเกิดตะไคร่น้ำเท่านั้น ไม่สามารถยับยั้งการเกิดตะไคร่น้ำได้ถาวร เนื่่องจาก 3-PROTECT ไม่มีส่วนผสมที่เป็นวัตถุอันตรายและถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกับ PLANT FOOD เพื่อรักษาสมดุลย์ระหว่างแร่ธาตุจาก PLANT FOOD ที่ผสมลงไปในน้ำ (อัตราส่วนสำหรับปลูกในภาชนะใส) และการควบคุมการเพิ่มจำนวนของตะไคร่น้ำโดยที่ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ในระยะยาว และมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราเป็นผลพลอยได้ หากใช้ 3-PROTECT ในปริมาณมากเกินไป จะทำให้ใบร่วงและรากไม่เจริญเติบโต ซึ่งเป็นอาการที่สามารถสังเกตุได้โดยง่าย
หากปลูกต้นไม้ในภาชนะใสในที่ร่ม โดยปกติ น้ำจะใสอยู่ได้ถึง 1 เดือนหรือมากกว่านั้น อาจเกิดคราบตะไคร่บ้างในปริมาณเล็กน้อยแต่จะไม่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
3-PROTECT เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหรือไม่?
3-PROTECT ไม่เหมาะใช้กับสัตว์น้ำ เพราะยังไม่มีการทำลองเพื่อศึกษาผลกระทบในระยะยาวกับสัตว์น้ำ
การใช้ความเข้มข้นของ PLANT FOOD ต่างกันให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร?
จากการทดลองในที่ที่มีแสงในระดับที่เท่ากันและเพียงพอสำหรับต้นไม้แต่ละชนิด ที่ความเข้มข้นต่ำ (PLANT FOOD 1 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร) สำหรับปลูกต้นไม้ในภาชนะใส เน้นการนำเสนอความสวยงามของรากและใบ แต่ไม่เน้นการเจริญเติบโต ใบใหม่จะเล็กกว่าและอาจมีจำนวนน้อยกว่าต้นต้นที่ปลูกในดิน ในขณะที่ความเข้มข้นสูง (ไปจนถึง PLANT FOOD 1 ขวดต่อน้ำ 1 ลิตร) สำหรับปลูกต้นไม้ในภาชนะทึบแสง ต้นไม้จะเจริญเติบโตได้ใกล้เคียงกับการปลูกในดิน
ต้นไม้บางชนิดเช่น บอน ที่ปลูกโดยใช้ความเข้มข้นของ PLANT FOOD ต่ำ บางต้นอาจออกใบเพียงคราวละ 1 ใบเท่านั้น เมื่อใบเก่าเหี่ยวแห้งไป ใบใหม่จะออกมาแทน หากต้องการให้มีใบมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น และสีชัดขึ้น ควรใช้ระดับความเข้มข้นสูง สำหรับไม้ใบเขียว ที่ความเข้มข้นต่ำ ใบจะเป็นสีเขียวอ่อนและขนาดเล็กลง ในขณะที่ความเข้มข้นสูง ใบจะเป็นสีเขียวเข้มและใหญ่ขึ้น
โดยสรุป ต้นไม้แต่ละชนิด จะปรับตัวให้เหมาะกับความเข้มข้นของธาตุอาหารและแสงที่ได้รับ ที่ความเข้มข้นของ PLANT FOOD ต่ำ เหมาะสำหรับต้นไม้ที่ต้องการความสวยงามจากทั้งใบและราก ในขณะที่ที่ความเข้มข้นสูงจะเน้นความสวยงามของใบเป็นหลัก
ควรทำอย่างไรเมื่อนำกิ่งหรือท่อนที่ตัดมาชำในน้ำเป็นระยะเวลานานแล้วรากยังไม่งอก
โดยส่วนใหญ่แล้วกิ่งหรือท่อนของต้นไม้ที่ตัดมาชำในน้ำ (สำหรับต้นไม้ชนิดที่ชำน้ำได้) จะงอกรากใหม่ออกมาในช่วงระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ ต้นไม้บางชนิดอาจมีรากงอกเร็วหรือช้ากว่านี้แตกต่างกันออกไป สิ่งผู้ปลูกควรสังเกตุคือน้ำที่ใช้ชำ (ไม่ว่าจะใช้น้ำที่ผสม PLANT FOOD หรือไม่ก็ตาม) คือน้ำเปลี่ยนสีหรือขุ่นในระยะเวลารวดเร็ว เช่นภายใน 2-3 วันหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวให้ยกกิ่งหรือท่อนนั้นออกจากน้ำมาตรวจสุขภาพ โดยอย่างแรกคือ มีส่วนที่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือไม่ หากส่วนที่มีสีเคล้ายังมีความแข็งอยู่ ยังไม่น่ากังวล อาจเป็นสะเก็ดแผลที่ถูกตัดมาปิดแผลไว้ สามารถปล่อยไว้ได้ หรือหากใช้นิ้วปาดแล้วลอกหลุดออกก็ยังไม่ใช่ปัญหา คล้ายสะเก็ดแผลบนผิวหนังของเรา อย่างที่สองคือ มีส่วนที่นิ่มหรือไม่ หากมี (อาจมีการเปลี่ยนเป็นสีเคล้าร่วมด้วย) ส่วนนี้คือส่วนที่เน่าเสีย ให้ตัดด้านบนของส่วนที่นิ่มออก โดยเว้นระยะจากข้อด้านบนเล็กน้อย (ประมาณ 1-2 ซม.) และดูรอยตัดว่ามีส่วนที่ยังเป็นสีเคล้าหรือไม่ หากมีให้ตัดสูงขึ้นไปอีกหรือเลื่อนไปยังข้อถัดไปจนกว่าจะเห็นรอยตัดเป็นสีขาวทั้งหมด สีเคล้าที่ปรากฎแสดงให้เห็นการที่เชื้อที่ลุกลาม หรือเป็นส่วนของแผลที่เปื่อยยุ่ยและหลุดลอก หากไม่มีข้อเหลืออยู่ด้านบนแผล ต้นนี้อาจไม่รอด อาจมีต้นไม้บางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนที่มีข้อในการงอกราก เช่นกวักมรกต ใช้ใบชำก็สามารถงอกรากเป็นต้นใหม่ได้ เป็นต้น
หากน้ำยังค่อนข้างใสอยู่ ให้สังเกตุอาการไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ การแตกใบใหม่ที่ยอด ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าต้นไม้จะรอด เพราะต้นที่ต้ดแช่น้ำยังคงรับสารอาหารจากน้ำได้อยู่ การที่กิ่งหรือท่อนมีความแข็งแรงและรากใหม่ที่งอกออกมาพร้อมกับการแตกยอด จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีกว่า

ติดต่อขอความช่วยเหลือ
ต้องการความช่วยเหลือด้านไหน?
